โรงเรียนบ้านท่าปากแหว่ง

หมู่ที่ 11 บ้านบ้านท่าปากแหว่ง ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา 82140

การเลี้ยงเด็ก อธิบายและศึกษาวิธีการที่จะทำให้ลูกของคุณพูดได้ไวขึ้น

การเลี้ยงเด็ก

การเลี้ยงเด็ก ในช่วงปีแรกของชีวิตเด็ก การเรียนรู้และการพูดคุยกับพวกเขามีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก การพยายามให้ลูกน้อยมีส่วนร่วมด้วยการเล่นที่เหมาะสมกับวัย รวมถึงการพยายามพูดคุยกับลูกเป็นประจำจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อยในทุกด้าน และเห็นพัฒนาการของลูกรักได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การเฝ้าสังเกตลูกน้อยทุกวัน คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติที่ลูกน้อยอาจมีได้

เด็กวัย 1 เดือนถึง 1 ปี จะมีพัฒนาการแตกต่างกัน เช่น เด็ก 2-5 เดือนจะเริ่มพูดได้ เด็ก 6-9 เดือนจะรู้จักชื่อตัวเอง พัฒนาการเหล่านี้อาจแสดงออกแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน บางคนมีพัฒนาการล่าช้า พัฒนาการบางอย่างและเรื่องที่พ่อแม่ควรรู้เกี่ยวกับพัฒนาการในแต่ละเดือน คุณจะพบว่าลูกน้อยของคุณมีพัฒนาการอย่างไรในตอนนี้

ทารกอายุ 1-3 เดือน เริ่มมีเสียงในลำคอ เช่น ร้องไห้ ไอ หรือหาว และจะสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงกะทันหัน เด็กวัย 2-5 เดือนเริ่มยิ้มเมื่อได้ยินเสียงพ่อแม่หรือคนรู้จัก เมื่ออายุได้ 4-7 เดือน เด็กจะเริ่มมีอาการน้ำลายไหล เริ่มเคลื่อนไหวให้มีเสียงดังน้อยลง เริ่มเล่นเสียงรอบริมฝีปาก สามารถเลียนเสียงผู้อื่นโดยเล่นเสียงพยางค์เดียว และตอบสนองเมื่อถูกเรียกชื่อ

ลูกน้อยวัย 7-8 เดือน จะสามารถจำชื่อตัวเองได้ ขี้อายหรือกลัวคนแปลกหน้า สามารถฟังคำถามง่ายๆได้สามารถใช้ท่าทางแทนคำพูดได้ เช่น มอง ชี้ หยิบ เด็กอายุ 9-12 เดือน มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดแต่ยังพูดไม่เป็นภาษา เขายังคงชอบเลียนเสียงคนอื่น แต่เขาสามารถเลียนเสียงแปลกๆได้ เช่น เสียงสุนัขเห่า

การเลี้ยงเด็ก

การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนสอนลูกน้อยพูด จะช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าลูกน้อยพร้อมเรียนรู้ในเวลานั้นหรือไม่ หากลูกอารมณ์ไม่ดี อธิบายว่าเด็กยังไม่พร้อมที่จะเรียนรู้และต้องรอให้เด็กสงบลงก่อนวิธี การเลี้ยงเด็ก กระตุ้นการพูดคุยกับลูกของคุณมีดังนี้ การเล่นกับลูกจะช่วยพัฒนาภาษาและทักษะการสื่อสาร พ่อแม่ต้องมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของลูกด้วย เช่น เล่นจ๊ะเอ๋กับลูก เล่นซ่อนหา เล่านิทานให้ลูกฟัง

และใช้ท่าทางเพื่อให้ลูกสนใจและเพลิดเพลิน หรือร้องเพลงให้ลูกฟัง พ่อแม่ต้องพยายามร้องเพลงซ้ำๆ บ่อยๆ เพราะเด็กจะใช้เวลาจดจำสิ่งที่ได้ยิน การเล่นของเด็กเป็นการเรียนรู้ ฝึกทักษะ แก้ปัญหา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและจำเป็นต่อพัฒนาการของเด็ก พ่อแม่ควรขยันพูดกับลูกให้มากขึ้นและคำพูดควรกระชับ

ใช้สำเนียงเน้นคำ เวลากินข้าว อาบน้ำ ฯลฯพ่อแม่ต้องการสอนคำพูดใหม่ๆ ให้กับลูก พวกเขาจำเป็นต้องดูสีหน้าของพวกเขา เพราะทารกสบตากัน และอ่านปาก ถ้าพ่อแม่อยากสอนอะไรให้นำเข้าปากแล้วพูดคำนั้นๆ ลูกจะเข้าใจในขณะที่ดูรูปร่างปาก เพราะการจะเริ่มสอนคำใหม่ๆ พ่อแม่ต้องให้ลูกเข้าใจก่อนว่าอะไร พวกเขากำลังพยายามสอน

เมื่อเริ่มสอนการพูด คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกสอนคำศัพท์ให้ลูกเห็นรูปปากได้ชัดเจน รวมถึงเลือกใช้คำที่ออกเสียงง่าย เช่น คำที่ขึ้นต้นด้วย ม คือ แม่ หมา หรือคำที่ขึ้นต้นด้วย ป คือ ปาก ปลา ปู ฯลฯ รวมถึงคำที่ใกล้ตัวคุณในชีวิตประจำวัน ชีวิตจะสามารถช่วยให้เด็กเชื่อมโยงคำ มีความเข้าใจในคำนั้นและสามารถจำคำนั้นได้ในที่สุด

จังหวะในการพูดเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการพูดคุยของผู้ปกครอง คุณต้องรอให้เด็กตอบก่อนที่จะพูดคุยกับเด็กต่อไป ลูกน้อยของคุณจะเรียนรู้ว่าเมื่อใดควรยุติปัญหาด้วยการสลับคำเหล่านี้ เพื่อแสดงว่าคำถามจบลงแล้ว เด็กต้องตอบ ตัวอย่างเช่น แม่ถามว่า นี่คืออะไร แต่ถึงถามแล้วลูกก็ไม่แสดงอาการใดๆ เด็กสามารถกระตุ้นโดยการมองหน้าและถามอีกครั้ง

และพยายามเน้นออกเสียงคำให้ชัดเจนและพูดช้าๆ เพื่อให้เด็กๆ ทำตาม หากเด็กกำลังโหมโรงผู้ปกครองควรทำตามน้ำเสียงของเด็กด้วย ผู้ปกครองสามารถเริ่มสอนคำที่ยาวขึ้นได้หากเด็กสามารถพูดได้ หรือสอนประโยคสั้นๆ พ่อแม่ต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของลูกด้วย แต่ค่อยๆ ให้ลูกพยายามสื่อสารด้วยตัวเองผ่านภาษากายต่างๆ

ไม่บังคับลูก พูด เช่น ให้ลูกชี้ เดินไปหยิบของ เป็นต้นพ่อแม่ควรพยายามเดาว่าลูกกำลังพยายามจะพูดอะไร หากลูกโต้ตอบด้วยทักษะที่ไม่ใช่คำพูดหรือใช้ภาษาที่แม่ไม่เข้าใจ พ่อแม่ควรชมเชยหรือให้รางวัลลูก เช่น ตบมือหรือยิ้มให้ลูกเมื่อลูกทำตามคำสั่งได้สำเร็จแม้เพียงเล็กน้อย เพราะคำชมเป็นกำลังใจที่กระตุ้นให้ลูกอยากทำอะไร

นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในตนเองของทารก แม้ว่าสิ่งที่ต้องทำจะยากและไม่เคยทำมาก่อน ความยากลำบากอาจเกิดขึ้นได้ในการช่วยให้เด็กๆ เอาชนะความกลัว ดังนั้นคำชมเล็กๆ น้อยๆ จึงสามารถกระตุ้นพัฒนาการได้อย่างมาก และความสำเร็จของลูกในอนาคต พัฒนาการทางภาษาของเด็กไม่เป็นไปตามวัย เช่น ไม่สบตา ไม่บอกความต้องการ ไม่เชื่อฟังคำสั่ง ไม่โทรหาพ่อแม่ เป็นต้นโดยทั่วไปแล้ว เด็กทุกคนต้องการการตรวจพัฒนาการตั้งแต่ช่วงแรกสุดของชีวิต

สำหรับทารกควรตรวจการได้ยินตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะหากพบความผิดปกติของการได้ยินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะสามารถรักษาได้ทันท่วงที เพื่อให้พัฒนาการทางภาษาและการได้ยินของทารกกลับมาเป็นปกติในอนาคตสำหรับเด็กเล็ก คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อตรวจคัดกรองพัฒนาการลูกเมื่ออายุ 9 16 25 หรือ 30 เดือน เพื่อที่คุณหมอจะได้ประเมินว่าลูกมีพัฒนาการอย่างไร มีความผิดปกติใดๆ หรือการพัฒนาล้าหลัง

หากผลตรวจพบปัญหาพัฒนาการ แพทย์จะสามารถให้การรักษาได้ทันท่วงที และให้คำแนะนำในการดูแลทารกในอนาคตได้ส่งเสริมการสื่อสารที่ดีในเด็กเล็ก พ่อแม่ควรสอนให้ลูกเข้าใจ การตอบสนองด้วยท่าทางก่อน ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ลูกพูดขึ้น เพราะการสื่อภาษาทำได้หลายรูปแบบนอกจากการพูดดังๆ เช่น ภาษาท่าทาง ภาษากาย โดยเฉพาะทารกวัย 8 เดือน จะเป็นช่วงที่สมองทำงานหนัก พ่อแม่ควรพูดคุยกับลูกบ่อยๆ เน้นว่าการพูดควรช้าๆ และชัดเจน โดยเริ่มจากคำง่ายๆ รอบตัว

บทความที่น่าสนใจ : คุณแม่ อธิบายและศึกษาว่าอาการอะไรบ้างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรกังวล

บทความล่าสุด